ถ้าเราตาย...ใครจะดูแม่.?!!?


ขอบคุณ Blogger.ที่ให้พื้นที่ไว้แอบบ่น แอบคุยกับตัวเอง ชีวิตคนเรามันอนิจจัง บางคนพูดแต่คิดเข้าไปถึงเนื้อของความหมายไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยฝึกเจริญมรณะสติ รู้เฉยๆว่ามัน"ไม่เที่ยง" แต่ไม่เคยปฏิบัติตน  แต่เราเข้าใจประเด็นความไม่เที่ยงเราจึง..."มีเพียงแค่วันนี้"

     พูดไปเหมือนนินทาแม่ตัวเอง แม่คงทำบาปอะไรมาสักอย่าง เพราะจะถูกปฏิเสธทั้งคำพูดและพฤติกรรมที่ลูกพีงควรปฏิบัติต่อแม่ เช่น "ไม่ว่าง" จริงๆผมก็อยากพูดแรงๆ ไม่ว่าง?  แล้วมีเวลาหายใจบ้างไหมล่ะ? ถ้ามีนั้นหมายถึงว่าง  หนี่งปี 365 วัน พูดแบบนี้ได้ตลอดทั้งปี แต่ก็เห็นไปไหนมาไหนได้นิ ก็เป็นที่น่าอิ่มเอิบใจสำหรับคนเป็นแม่เชอะ 55+  จริงๆแม่ก็เคยเปรยกับเราเหมือนกันว่า... อยากให้(พี่ๆ) ถามเขาบ้าง "เหงาไหม  เจ็บป่วยตรงไหนบ้างไหม" ไม่ใช่โยนเงินให้แล้วเผ่นกันหมด ปีหนี่งเห็นหน้ากันไม่ถึง 1 ชั่วโมง  ปีหนี่งพอจะว่างมีเวลาให้แม่สัก 24 ชั่วโมงบ้างไหมล่ะ!  พานั่งรถไปทานข้าวบ้าง ไปดูอะไรๆบ้างไปเปิดหูเปิดตา เขาก็เหลือเวลาอีกไม่นานมาก...ทำให้แม่เป็น The One สักวันก็ยังดี ถ้าเขาตายก็อย่าอาลัยอาวรณ์เสียดายก็แล้วกัน.... เพราะตอนที่มีเวลาดันไม่ทำ.

    มีคนเคยพูดว่า...สอนอะไรก็สอนได้แต่ไอ้คำว่า"สำนึก"นี่สอนกันยากเย็นเหลือเกิน ผมชื่นชมนักร้องคนหนึ่งคุณปั่น (ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว) เคยแอบดูหลายครั้งเขารักแม่เขามากเขาจึงเจริญ(จากคำสรรเสริญ) คุณ กนก รัตน์วงศ์สกุล งานเยอะงานยุ่งแต่อย่างน้อยวันแม่ก็รับแม่พาไปนั่งทานข้าวตามภาษาแม่ลูกได้  จริงๆไม่ต้องยกตัวอย่างดารานักแสดงก็ได้เพราะ"คนดี" ใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้นขอให้มีโอกาสไม่จำเป็นต้องเป็นวันแม่... และถ้ารักแม่จริงๆ ไม่ได้รักแค่ปาก

    ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ไม่เคยทิ้งสมเด็จย่า มีเวลาเมื่อไรต้องหาโอกาสในการเสด็จไปเสวยพระกระยาหารกับสมเด็จย่าทุกครั้ง ตอนเสด็จกลับจะเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถือดอกใม้.๓-๔ ดอกมาด้วยทุกครั้งด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มสดชื่น ดอกไม้นั้นเป็นดอกไม้ที่สมเด็จย่าทรงปลูก และทรงเก็บด้วยพระองค์เอง เป็นของขวัญจากแม่.   ดังนั้นใครที่บอกที่พูดว่า"รักในหลวง" ก็ต้องทำตามอย่างพระองค์ให้ได้ ไม่ใช่พูดแค่ปากแต่พฤติกรรมยังคงเหมือนเดิม.

     สุดท้าย..ผมก็ยังงงๆ มืดมนพอสมควร ถ้าเราตายก่อนแม่.. ใครจะดูแม่ เขาที่มาดูแม่แทนเราเขาจะเบื่อแม่ไหม?  เพราะแม่ก็ใช่เล่น ไม่ใช่ผมมาเขียนเพื่อยกตัวเองให้ดูดี ผมก็บ่นแม่ บ่นเพราะต้องการให้แม่เดินไปตามกรอบที่ควรจะเป็น ไม่เบียดเบียนตนเองให้มาก บ่นและยัดเยียดธรรมะ เข้าหูบ้างไม่เข้าบ้างสุดแต่กรรม หูแม่ก็ตึงฟังได้ไม่ดี ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้างก็สุดแล้วแต่บางครั้งเอาธรรมไปบอกต่อเขา..เขาก็ย้อนกลับว่า..."รู้ได้อย่างไร?" เราก็ตอบไปว่า อ่านและศึกษาพระธรรมบ้างพอสมควรจึงเอามาเผยแพร่ให้แม่ฟัง.... ก็บ่นๆไปงั้นล่ะ เพราะสุดท้ายก็คงต้องปลง จะไปยึดถือยึดมั่นให้เป็นไปตามใจคิดคงไม่ได้...แล้วแต่เวรแต่กรรมแล้วกันน่ะแม่.

    สุดท้าย...ผมเขียนไว้อ่านเอง ยิ่งมีคนมาอ่านน้อยยิ่งดี เพราะข้อความดังกล่าวบางข้อความอาจไปกระทบสะเทือนเลือนลั่นกัน จะเป็นบาปติดตัวเราอีก...เพราะดันพูด"ความจริง" แบบไร้มารยาทนะซิ.  ฮ่า!


     

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Power is frozen.